Think Tank
คิดใหม่ 100 : ประชาธิปไตย? / คิดใหม่ ไทยเปลี่ยน
ดร.ณพงศ์ นพเกตุ27/4/2553
พี่น้องประชาชนและท่านผู้อ่านที่รักเคารพทุกท่านครับ ... ประเทศ สังคม ประชาชนคนไทยแต่ละคน กำลังได้เรียนรู้ว่าแท้ที่จริงอำนาจอธิปไตย ไม่ได้อยู่ที่การเรียกร้อง แต่เป็นอิสรภาพส่วนตัวของแต่ละคนที่จะทำประโยชน์ จึงอยู่ที่การลงมือปฏิบัติ การยกระดับทั้งความคิดและการกระทำของตนเอง ซึ่งจะเกิดผลประโยชน์ทั้งต่อตนเองและต่อสาธารณะ ส่วนอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่เป็นนามธรรมนั้น ประเทศไทยยังคงไปไม่ถึงกันเสียที วัฒนธรรมการเมืองโดยเฉพาะระดับชาติของประเทศไทย ดูเหมือนกำลังพัฒนาจากความเป็นเด็กไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ เรายังหนีวงจร “เผด็จการ” คือ ผู้มีอำนาจเป็นผู้กำหนดเกมไม่พ้นเสียที เพียงแต่ “จัดลุ้ค” ให้ดูเห็นเป็นรูปแบบต่างๆ ยกระดับให้มีความสลับซับซ้อน ลับ ลวง พราง ไม่เหมือนรัฐบาลทหารของประเทศอื่นอย่างประเทศพม่า เป็นต้น
การจัดฉากม็อบชนม็อบเป็นวิธีการโบร่ำโบราณ ที่สร้างความชอบธรรมให้กับผู้มีอำนาจในการเข้าปราบปราม “รวบอำนาจ” กลับมาไว้ในมือ ท้ายที่สุด อำนาจอธิปไตยก็จะถูกเรียกร้องอย่างรุนแรงขึ้น ไม่รู้จบอยู่นั่นเอง
หมัดเหล็กผู้เขียนคอลัมน์คาบลูกคาบดอก ให้ความเห็นอย่างน่าสนใจ สาเหตุของวงจรอุบาทว์ที่ยังคงอยู่ในไทยไม่ใช่เรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือความไม่จงรักภักดี แต่เป็นความคงอยู่ของอำนาจเผด็จการ ใครเห็นด้วยคล้อยตามกับอำนาจเผด็จการก็จะถูกอุ้มกระเตงเอาไว้เหมือนไข่ในหิน แต่ถ้าใครขัดขืนคิดจะแบ่งแย่งอำนาจไปจากมือก็จะถูกโค่นล้มทำลายทันที
ทั้งยังสำทับว่า บางยุคทหารอยู่ข้างรัฐบาล บางครั้งทหารก็อยู่ตรงข้าม และการต่อสู้ทางการเมืองทุกครั้งทหารไม่เคยอยู่ข้างประชาชน “ไม่เคยยึดอำนาจให้ประชาชน” ..... (ไทยรัฐ หน้า 6 วันที่ 24 เมษายน 53) ใครจะเห็นเหมือนเห็นต่างอย่างไร ก็สุดแล้วแต่วิจารณญาณแต่ละคนไป ไม่บังคับความคิดใครๆให้ตรงกันได้
นพ.ประเวศ วะสี กล่าววลีอมตะว่า “พระเจดีย์ไม่สามารถสร้างจากยอด” ท่านหมายความตรงๆ ว่า ประชาธิปไตยต้องสร้างจากฐานนั่นเอง ฐานประชาธิปไตยก็คือประชาชน ประชาชนไทยไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดีเพียงพอ โรงเรียนในสังกัดรัฐและท้องถิ่นส่วนใหญ่ยังมีคุณภาพจำกัด สื่อสาธารณะส่วนใหญ่เป็นสื่อในเชิงพาณิชย์ ไม่มีสื่อสร้างสรรค์สังคมสร้างสรรค์ความคิด สื่อจึงเป็นเพียงช่องทางขายสินค้าด้วยละครและรายการบันเทิงต่างๆ ซึ่งเน้นความสนุก ตื่นเต้นหรือตลกมาก มีสารคดีให้ความรู้เปิดโลกทัศน์น้อย เข้าลักษณะหนังขายยาสมัยโบราณที่วิ่งเข้าไปหาคนตามหมู่บ้าน ส่วนที่พอจะมีสาระที่เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและก่อเกิดพลังความคิดได้บ้าง คนรายได้น้อยก็ไม่มีกำลังจ่าย ยกเว้นเพียงช่องโทรทัศน์ใหม่เพียงช่องเดียวเท่านั้น เท่าที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
ถ้าจะโทษใคร ต้องโทษที่ตัวเราเองยังทำหน้าที่ของแต่ละคนได้ไม่ดีพอ ขาดการรวมกลุ่ม รวมพลัง แต่หวังพึ่งพารัฐจนตนเองถูกกระทำให้อ่อนแอลง เนื่องจากไปคอยคาดหวังกับโครงการต่างๆของรัฐเสียเป็นส่วนใหญ่ เมื่อรัฐบาลไม่เข้มแข็งเมื่อใด ประชาชนจึงเดือดร้อนทั่วหัวระแหง
ประชาธิปไตย ควรจะได้รับการศึกษาและนิยามให้ถูกต้องเสียใหม่ ไม่ใช่การไปเลือกคนที่เราจะไป “พึ่งพา” ทางร่างกาย เศรษฐกิจ หรือทางสังคม แต่ควรจะไปเลือก “ตัวแทน” ทางความคิดและการตัดสินใจที่ถูกต้องแทนเรา ผู้ซึ่งจะเป็นทั้งผู้บริหารและผู้บริการที่เข้าใจผู้อื่น เป็นผู้ที่จัดทำ พัฒนาและยกเลิกกฎหมายมหาชน จึงต้องรอบรู้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การเมืองและวัฒนธรรม ที่สำคัญที่สุด คือ จะต้องมีคุณธรรมจริยธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจตนเอง
ขอยกตัวอย่างนายกเทศมนตรีตำบลปริก จังหวัดสงขลา (พี่สุริยา ยีขุน) ที่ความคิดกับผลงานที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่ตรงกันจริง มีฐานคิดตำบลสุขภาวะ คือ “เศรษฐกิจพอเพียง ร้อยเรียงวิถีชุมชน คนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา ประชาสังคมสันติสุข” ขยายความว่า 1) คนจะต้องมีสัมมาชีพ แบบเศรษฐกิจพอเพียง มีภูมิคุ้มกัน มีเหตุผล และมีความพอประมาณ อยู่กินอย่างเรียบง่าย สบายตามสไตล์ท้องถิ่น เป็นอาชีพที่ปลอดภัยต่อตนเองและส่วนรวม 2) มีระบบสวัสดิการชุมชน บนพื้นฐานความเป็นชุมชนบ้านที่เรียบง่าย 3) ดำรงวิถีแห่งชุมชนอันมีศาสนาและวัฒนธรรมชุมชนเป็นเครื่องมือในการดำเนินชีวิต 4) คนในสังคมมีความเอื้ออาทรต่อกันและกัน 5) มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี มีการพึ่งตนเองโดยเฉพาะด้านพลังงานทดแทน 6) ส่งเสริมให้คนมีการเรียนรู้ผ่านกระบวนการจัดการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียนเทศบาลตำบล และนอกระบบโดยผ่านกระบวนการยกระดับกลุ่มกิจกรรมในชุมชน 7) มุ่งมั่นพัฒนาคนเป็นหลักใหญ่
ขับเคลื่อนสังคมด้วยนวัตกรรมที่เป็นแบบฉบับของตนเอง เร่งสร้างท้องถิ่นที่เป็นธรรมด้วยต้องการเห็นสังคมที่เป็นสุข ตามคำนิยมว่า องค์กรท้องถิ่นเป็นธรรม สังคมเป็นสุข
สรุปว่าประชาธิปไตยของตำบลปริกนั้น คือ “การพัฒนาทุกอย่างต้องตอบสนองต่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน การพัฒนานั้น ต้องมาจากประชาชนเอง ดังนั้นจึงต้องมุ่งสร้างพลเมืองที่กระตือรือร้น ด้วยการจัดกระบวนการเรียนรู้ในทุกกลุ่มคน (เช่น กลุ่มเยาวชน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มพนักงาน ข้าราชการ เทศมนตรีเทศบาลตำบล ฯลฯ) มีระบบการบริหารจัดการตำบลที่มีการสร้างผู้นำ มีการวางแผนที่ตอบสนองต่อปัญหา และจัดระบบการทำงานในลักษณะพหุภาคี (นั่นคือ ไม่ทำคนเดียว แต่ทำเป็นทีม) เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของประชาสังคม”....
ประชาธิปไตยของจริงจึงอยู่ที่ฐานเจดีย์อย่างที่ตำบลปริก ไม่ใช่ที่ยอดเจดีย์อย่าง “อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย” หรือในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะแก้ไม่แก้อีกกี่ครั้งก็ตาม
Relate topics
- ประชุมคณะกรรมการกลาง โครงการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นร่วมขับเคลื่อนสู่ตำบลสุขภาวะ
- กลยุทธ์การอาสาทำงานด้วยการประสานทรัพยากรกับองค์กรภาคี
- นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเมืองแกลง เผยบริหารท้องถิ่นต้องคิดนอกกรอบ ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง
- ทิศทางการปกครองท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
- ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2554